หยุดโกหกตัวเอง วาที่เป็นอยู่ มันดีพอ 2

อย่างน้อยก็ไม่แพ้ต่อหน้าสาวกตัวเองในโรงละครแห่งความฝัน
ต้องขอบคุณการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ทำให้รัฐบาล England ยังไม่อนุญาตให้ศึก Premier League มีกองเชียร์เข้าไปชมเกมในสนามได้
นั่นทำให้เกมอัปยศของ Manchester United ที่โดน คริสตัล พาเลซ อัดหงายเก๋ง 1-3 ไม่โดนกองเชียร์ในสนามส่งเสียงโห่ให้ช้ำใจไปกว่านี้
ถ้าจะสงสารก็คงเป็นพวกบุคลากรกิติมศักดิ์ของสโมสรอย่างท่าน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่สวมหน้ากากอนามัยเข้าไปนั่งชมเกมด้วยเท่านั้น 
ป๋าเฟอร์กี้คงคิดในใจว่า ถ้าเป็นสมัยเขาคุม สกอร์แบบนี้และฟอร์มทุเรศแบบนี้ มันต้องเป็นการแพ้ให้ทีมอย่าง บาร์ซ่า 
ไม่ใช่ทีมที่ถูกคาดว่าจะต้องหนีตกชั้นอย่าง คริสตัล พาเลซ   ufa1688 

นี่คือข้อดีที่ผมพยายามนึกแบบโลกสวยที่สุดเท่าที่จะนึกได้แล้ว ว่าการออกสตาร์ทฤดูกาลอย่างสิ้นหวังเช่นนี้ มันพอจะมีข้อดีอะไรบ้าง
แต่เราลองยอมรับความเป็นจริงกันครับ ว่าสุดท้ายแล้ว ปัญหาที่มันเกิดขึ้นในถิ่น สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ขณะนี้ มันทำท่าว่าจะกลับมาวนลูปเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แบบที่มันเคยเป็นทุกครั้ง ในฤดูกาลที่ต้องไล่กุนซือออกในท้ายที่สุด
นั่นก็คือกองเชียร์กล่าวโทษใครก็ได้เต็มไปหมด และความเห็นของสาวกก็แตกคอกันเป็นหลายๆ เสียง 
บ้างก็พูดว่าต้องรีบไล่โค้ช
บ้างก็พูดว่าโค้ชไม่ผิด นักเตะแบบนี้เอาเทวดามาคุมก็เข็นไม่ขึ้น
บ้างก็พูดว่าปัญหาทุกอย่างมันเริ่มมาจากพวกคนบริหาร แต่คนพวกนั้นมันไล่ยากกว่ากุนซือซะอีก
ผมน่าจะเคยเขียนถึง Manchester United มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ว่าคุณไม่สามารถโยนความผิดกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นในวันนี้ไปที่คนคนเดียวได้ แล้วปัญหามันจะจบ

ผมคงจะไม่กล่าวว่าสโมสรควรรีบปลด โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ตั้งแต่วันนี้นะครับ
แต่ผมก็ยังไม่ค่อยเชื่อเหมือนกัน ว่ากุนซืออย่าง โซลชาร์ จะเป็นคนที่คุมทีมปีศาจแดงไปสู่ความสำเร็จ
บางที สิ่งที่ทำให้กองเชียร์ยอมรับอดีตเพชฌฆาตหน้าทารกให้ยังคงดำรงตำแหน่งกุนซือของ แมนฯ ยู ต่อไป อาจเป็นเรื่องของ "ความเห็นอกเห็นใจ" มากกว่า "ความไว้ใจ"
นี่คืออดีตนักเตะระดับตำนานผู้จงรักภักดี เป็นตัวสำรองก็ไม่ปริปากบ่น และพอหันมาเอาดีในการเป็นเฮดโค้ช ก็เข้ามาอาสากอบกู้ทีมที่ผุพังไปเยอะจากความหมดแพชชั่นของ โชเซ่ มูรินโญ่ 
ทั้งที่ในเดือนธันวาคม 2018 โซลชาร์มีงานทำที่นอร์เวย์อยู่แล้ว แต่เขากล้าเอาตัวเองที่โปรไฟล์โค้ชไม่ได้สูง เข้ามาเสี่ยงกับงานของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ไม่เคยมีใครสานต่อได้อย่างราบรื่น
ข้อดีของ โซลชาร์ คือการให้สัมภาษณ์อย่างน่าฟังมาตลอด เขาไม่เคยไปฟาดงวงฟาดงาใส่ใครมั่วซั่ว เป็นคนที่เข้าใจวัฒนธรรมสโมสรอย่างถ่องแท้ เขาให้โอกาสเด็กปั้นไม่เคยขาด และน่าจะเป็นคนที่ทำงานร่วมกับบอร์ดบริหารได้อย่างเข้าใจกันที่สุด หากเทียบกับ มอยส์, ฟาน กัล และ มูรินโญ่
การพลิกสถานการณ์จากทีมที่สิ้นหวัง (ด้วยผลงานคุมสโมสรของเขาเอง) กลับมาเร่งเครื่องทำอันดับไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ มันมากพอที่จะให้เขามีความชอบธรรมที่จะได้สร้าง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่เขาต้องการต่อไป

แต่ลองพิจารณาถึงความเป็นจริง ณ วันนี้ เรามองเห็นแต่ภาพรูปแบบการเล่นที่คู่แข่งทีมไหนก็รู้ทาง แมนฯ ยู ได้
บรูโน่ แฟร์นันเดส ยังต้องเป็น “เดอะ แบก” ทุกอย่าง และถ้าวันไหนเขาไม่ได้เล่นด้วยฟอร์มที่พีคที่สุด ถ้าวันไหนที่ผู้ตัดสินไม่เป่าจุดโทษให้ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ ปีศาจแดง จะชนะ
แผนสำรองในการพลิกสถานการณ์ไม่มี แท็กติกถ้าไม่ใช่ 3-5-2 ในเกมที่หวังโต้กลับใส่ทีมยักษ์ใหญ่ ก็มีแต่การยึด 4-2-3-1 ตลอดชาติ 
4-2-3-1 ที่ไร้ปีกธรรมชาติ แต่ก็ฝืนใช้งานมันซ้ำๆ แบบนั้น โดยไม่คิดจะทำการบ้านเพื่อนำเสนอวิธีเล่นแบบอื่น
แนวรับของทุกทีมรู้หมดแล้วว่า ไม่ว่ายังไงตัวริมเส้นของ Manchester United จะต้องหาทางเลี้ยงจี้ตัดเข้าใน โดยแทบไม่ต้องไปกลัวลูกครอสที่ไร้พิษสงของเรดเดวิ้วเลย 
จึงจอดรถบัส 2 ชั้น อัดแนวรับป้องกันตรงกลางให้มันแน่นๆ เข้าไว้ตั้งแต่หน้ากรอบเขตโทษลงไป ต่อให้ปีศาจแดงจะได้ครองบอลสัก 80% ก็เจาะไม่เข้าอยู่ดี
ส่วน บรูโน่ แฟร์นันเดส คือตัวอันตรายใช่ไหม ก็แค่ระวังหมอนี่ไว้เป็นพิเศษละกัน อัดให้หนัก แล้วอย่าให้มันได้จ่ายสวยๆ ง่ายๆ

ประตูตีไข่แตกจาก ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค เกิดขึ้นจากการสกัดบอลผิดพลาดกันเองของกองหลังทีมเยือน ยังไม่สามารถนับได้ว่าเป็นการเข้าทำที่ดีพอ 
โอกาสยิงเข้ากรอบทั้ง 4 ครั้งของเจ้าถิ่นเมื่อคืนที่ผ่านมา ล้วนมาจากการยิงของมิดฟิลด์ตัวกลาง
3 ครั้งในนั้นคือยิงจากนอกกรอบ บรูโน่ แฟร์นันเดส 1 ครั้ง, ปอล ป็อกบา 2 ครั้ง ส่วนอีกครั้งที่มันตุงตาข่ายจาก ฟาน เดอ เบค คือการยิงจ่อๆ แบบได้ส้มหล่น
ขณะที่พวกแนวรุก ไม่ว่าจะเป็น มาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี่ มาร์กซิยาล, แดเนียล เจมส์, เมสัน กรีนวู้ด และ โอเดียน อิกาโล่ มี Stats ยิงเข้ากรอบรวมกันตลอด 90 นาที ทั้งหมด 0 ครั้งถ้วน
ทีมชั่นยอดที่มีเกมลุกอันตราย โดยมากจะมีแบ็ก 2 ข้างที่เติมขึ้นมาช่วยโจมตีได้ดี แต่เราไม่เห็นสิ่งนั้นจาก แมนฯ ยู ชุดนี้เลย
ต่อให้ อารอน วาน-บิสซาก้า ไม่พร้อมลงตัวจริง เนื่องจากเพิ่งฟิตกลับมาซ้อมกับทีมไม่นาน แต่ถ้า วาน-บิสซาก้า ออกสตาร์ท ก็ไม่น่าจะสร้างความไม่เหมือนกันในเกมลุกได้มากไปกว่า ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ มากนักหรอก
ช่วงท้ายฤดูกาลก่อน โซลชาร์ ถูกด่าเละว่าเป็นกุนซือที่เปลี่ยนตัวช้า 
หลายคนตราหน้าเขาว่าเป็น “โค้ชปอดแหก” ที่เอาแต่ยึดแผนเดิมๆ โดยไม่ชอบใจในคุณภาพนักเตะตัวสำรอง จนความเหลื่อมล้ำกับพวกตัวจริงมันยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
ในเกมนัดล่าสุดที่แพ้ คริสตัล พาเลซ แม้จะมีการขยับเปลี่ยนตัวเร็วขึ้น ด้วยการใช้โควตาแรกทันทีที่เริ่มครึ่งเวลาหลัง แต่แนวทางเล่นที่ยังไม่เปลี่ยนไป ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงไม่แตกต่าง
การเปลี่ยนตัว 2 คนแรก เป็นไปแบบตำแหน่งต่อตำแหน่ง 
ซึ่งคนแรกที่โดนถอดออก ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเป็น แดเนียล เจมส์ ซึ่งนับวันเริ่มจะมีประโยชน์น้อยกว่า เจสซี่ ลินการ์ด เสียอีก นั่นคือมีแต่ความเร็วในการวิ่งพล่าน แต่หาทำอะไรไม่ได้
เมสัน กรีนวู้ด อาจมีทีเด็ดที่การหาจังหวะยิง แต่ด้วยสมาธิที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย จากการโดนขุดคุ้ยวีรกรรมฉาวโฉ่ในช่วงหลัง เราจึงไม่เห็นความอันตรายจากเจ้าหนูวัยทีนเอจรายนี้เหมือนช่วงปลายซีซั่นก่อน นอกจากจังหวะสอดเข้าโขกลูกครอสของ ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ จ่อๆ หลุดเสาไกลออกไปอย่างน่าเสียดาย
ปอล ป็อกบา ยังไม่สามารถกลับมาเป็นเพลย์เมกเกอร์ระดับโลกแบบที่เขาเคยเป็น นั่นทำให้เขาต้องหลีกทางให้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ถูกส่งลงไปขับเคลื่อนเกมแทนก่อนเข้าช่วง 20 นาทีท้าย
ส่วนคนสุดท้ายที่ โซลชาร์ เปลี่ยนลงสนาม ดูเผินๆ ว่าจะเป็นการเสี่ยงแลกหมัดหมดหน้าตัก เมื่อส่งกองหน้าอย่าง โอเดียน อิกาโล่ ลงไปแทนแบ็กขวาอย่าง ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ 
แต่เอาเข้าจริง ระบบการเล่นก็ยังไม่เปลี่ยนจากเดิม เพราะ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ต้องถอยจากแดนกลางลงไปเล่นแบ็กขวาจำเป็นแทน ส่วน อองโตนี่ มาร์กซิยาล ถอยลงมาล้วงบอลเหมือนเป็นหน้าต่ำ มี อิกาโล่ ยืนค้ำข้างหน้า ขณะที่ตัวทำเกมยังมี 2 คนเช่นเคย นั่นคือ บรูโน่ กับ ฟาน เดอ เบค
.
โซลชาร์ ใช้แผนเดิมตั้งแต่ต้นจนจบ และมันเป็นอีกครั้งที่เขาไม่กล้าเปลี่ยน มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ออก แม้จะเป็นเกมที่ทั้งคู่สร้างอันตรายใดๆ ไม่ได้เลยก็ตาม
ผมไม่รู้ว่าถ้าหากเขากล้าถอด แรชฟอร์ด ที่เล่นได้น่าเสียใจที่สุดออก แล้วส่ง อิกาโล่ ลงไปค้ำในกรอบเขตโทษให้เร็วกว่านี้ โดยฉีก มาร์กซิยาล ไปเล่นทางด้านกว้างแทน มันจะได้ผลออกมาดีกว่านี้หรือเปล่า 
แต่ที่แน่ๆ คือตลอด 90+6 นาทีที่ แรชฟอร์ด อยู่ในสนาม เขาไม่ได้ทำอะไรที่ใกล้เคียงในการได้ประตูเลย

ถ้าแนวรุกนัดกันฟอร์มฝืดทั้งทีม สิ่งที่จะพอช่วยให้ทีมเก็บคะแนนได้ คือเกมรับที่แข็งแกร่ง
แต่มันไม่เป็นแบบนั้น เมื่อทั้ง 3 ประตูที่เสีย วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ คือจุดอ่อนของทีมอย่างชัดเจน
กองหลังทีมชาติสวีเดนไม่กล้าตัดสินใจสกัดบอลจาก เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์ ให้มันออกหลังอย่างเด็ดขาด แล้วสุดท้ายดาวเตะทีมชาติกานาก็ปาดเรียดไปหน้าประตูให้ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ สอดเข้ายิงไม่มีเหลือ
ประตูที่ 2 แม้จะเสียจุดโทษจากจังหวะแฮนด์บอลแบบไม่ตั้งใจ แต่จังหวะก่อนหน้านั้นเขาโดน จอร์แดน อายิว โยกหลอกจนเสียจังหวะอย่างง่ายดาย และการที่กางแขนกว้างจนโดนเตะอัดง่ายๆ แบบนั้น มันแสดงให้เห็นถึงความเลิ่นเล่อ
ส่วนลูกที่ 3 ไม่ต้องสืบว่าต้องโดนด่าไปเต็มๆ 
การเข้าปะทะที่หละหลวม แล้วโดน วิลฟรีด ซาฮา พลิกตัวหามุมซัดเน้นๆ แบบนั้น มันไม่ใช่คลาสของเซนเตอร์แบ็กที่คู่ควรในการเป็นตัวจริงของทีมที่อยากลุ้นความสำเร็จ
นี่ถ้าหากจังหวะที่ ซาฮา หลุดเดี่ยวไปยิงโล่งๆ ตุงตาข่ายในนาที 66 ไม่ล้ำหน้าซะก่อน จะถือว่า ลินเดอเลิฟ มีส่วนต้องรับผิดชอบในการเสียประตูถึง 4 ลูก และถ้าเป็นแบบนั้น ดาวเตะทีมชาติไอวอรี่โคสต์จะมีชื่อทำคนเดียว 3 ประตู
___________________________
แกรี่ เนวิลล์ อดีตแบ็กขวาระดับตำนานของ ปีศาจแดง ถึงกับฟิวส์ขาด วิเคราะห์คู่เซนเตอร์แบ็กของทีมรักชุดทุกวันนี้ซะไม่มีชิ้นดี
“คุณสามารถพูดถึง เจดอน ซานโช่ ได้เท่าที่คุณต้องการ แต่จนกว่าพวกเขาจะได้ตัวเซนเตอร์แบ็กที่วิ่งเป็น และสามารถป้องกันในจังหวะตัวต่อตัวได้ พวกเขาจะไม่มีวันได้แชมป์ลีก”
“พวกเขาไม่มีทางได้แชมป์ลีกด้วยเซนเตอร์แบ็กคู่นั้น พวกเขาต้องได้เซนเตอร์แบ็กที่เคลื่อนที่ได้ มีความเร็ว และมีอิทธิพลในเกมรับ มาเล่นร่วมกับ ลินเดอเลิฟ หรือ แม็กไกวร์”
“ไม่ต้องสงสัยว่าเกมรับของพวกเขาทำได้ดีขึ้นหลังวันคริสต์มาสที่ผ่านมา แต่คุณกำลังพูดถึงการยกระดับอยู่นะ”

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ชี้ว่าการมีเวลาเตรียมทีมที่สั้นกว่าคู่แข่งจนเกินควร คือเหตุผลหลักที่ทำให้ ปีศาจแดง แพ้ คริสตัล พาเลซ คาบ้าน 2 ครั้งติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
คริสตัล พาเลซ ไม่มีภารกิจลงเล่นฟุตบอลยุโรป ทำให้พวกเขามีช่วงปรีซีซั่นนานกว่า 1 เดือน นับตั้งแต่ลงเตะนัดปิดฤดูกาล 2019-20 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา
รอย ฮ็อดจ์สัน วาง Program อุ่นเครื่องให้ทีมปราสาทเรือนแก้ว 4 นัดในรอบ 12 วัน ระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม จนถึง 5 กันยายน 
ต่อไป พาเลซได้พักเต็มๆ 1 อาทิตย์ ก่อนเปิดฉากฤดูกาลใหม่ด้วยการเปิดบ้านเฉือน เซาธ์แฮมป์ตัน 1-0 ตามด้วยบุกไปเยือน บอร์นมัธ ในศึก คาราบาว คัพ รอบ 2 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ที่แพ้การดวลจุดโทษ หลังเสมอกันใน 90 นาที 0-0
“คริสตัล พาเลซ เตรียมพร้อมด้วยการลงเล่นอุ่นเครื่อง 4 นัด ขณะที่พวกเราอุ่นเครื่องแค่นัดเดียว มันแสดงให้เห็นว่าพวกเรามีความพร้อมเพียงน้อยนิด”
“คุณจะเห็นได้ว่าพวกเราบอบบาง และพาเลซคู่ควรในการได้คะแนน พวกเขาเฉียบคมกว่าเราในการดวลกันและการเข้าปะทะ”
“เรามีฤดูกาลที่ยาวนานเมื่อซีซั่นก่อน และเราไม่ได้จบฤดูกาลจนกระทั่งถึงวันที่ 16 สิงหาคม และเราก็ไม่มีเวลามากพอที่จะเตรียมทีมให้เนี้ยบกว่านี้”
“ผมได้คุยกับ รอย ฮ็อดจ์สัน และเขาพูดว่า พวกเขามีเกมอุ่นเครื่อง 4 นัด และนี่คือเกมอย่างเป็นทางการนัดที่ 3 ของพวกเขา นั่นคือความไม่เหมือนกันที่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับที่เราอุ่นเครื่องแค่เกมเดียวกับ แอสตัน วิลล่า เมื่ออาทิตย์ก่อน”
.
ยังไงก็ตาม โซลชาร์ ไม่ปฏิเสธว่าผลงานที่ทุกคนได้เห็น มันต่ำกว่ามาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเสริมทัพหรือไม่ แต่ระดับผู้เล่นของ Manchester United ที่มีอยู่ มันยังดีเกินกว่าจะมาแพ้ทีมอย่าง คริสตัล พาเลซ คาบ้านอย่างหมดรูป
“มันชัดเจนว่าเราเริ่มเกมได้เฉื่อยเกินไป ช่วง 10 นาทีแรก พวกเขาดูคมกว่าเราหลายเท่า ถึงบอลเร็วกว่าเราในทุกจังหวะ เราเสียฟาวล์ไปแบบโง่ๆ เพราะพวกเราช้าเกินไปในจังหวะการดวล”
“วันนี้มันเป็นฟอร์มการเล่นที่คุณไม่ได้เห็นบ่อยนักสำหรับนักเตะเหล่านี้ เพราะนักเตะเหล่านี้มีดีกว่านั้น เราสามารถเล่นได้ดีกว่าวันนี้มาก”
“ถ้าคุณมองไปยังนักเตะที่เรามีในสนามและบนม้านั่งสำรอง และคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ในวันนี้ เราต้องมองภายในก่อน และมองไปยังตัวเอง และรู้ว่าเราสามารถเล่นได้ดีกว่านี้ได้”
“แต่เราก็มองไปถึงการพัฒนาเสมอ ถ้าหากมันมีอะไรที่พร้อมใช้งานในราคาที่ใช่ เราต้องการเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นเสมอ แต่พวกเราทุกคน สามารถส่องกระจกดูตัวเองแทนได้”
___________________________
คีย์เวิร์ดจากบทสัมภาษณ์ล่าสุดของ โซลชาร์ คือคำว่า “ส่องกระจก”
การที่ Manchester United แพ้ คริสตัล พาเลซ 1-3 คา สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด นับเป็นกระจกใบใหญ่ ที่สะท้อนว่าในวันนี้ พวกเขาไม่ใช่ทีมที่ดีอย่างที่พวกเขาคิดเองเออเอง
นักเตะบางพวกถูก Overrated จนผลงานในสนามย่ำแย่ ถึงขั้นที่ว่าคู่แข่งระดับทีมกลางตารางยังเก็บคะแนนได้สบายๆ
กุนซืออาจมีเครดิตในการเคยนำทีมติดท็อปโฟร์จนได้โอกาสไปต่อ แต่จริงๆ มันเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนมาตั้งแต่ท้ายซีซั่นก่อนแล้ว ว่าแนวทางการเล่นหยุดการพัฒนา ผิดกับคู่แข่งหลายๆ ทีมที่ฤดูกาลนี้ดูน่ากลัวขึ้น
มั่นใจว่า ปีศาจแดง ควรต้องเสริมทัพ และดูเหมือนว่าต่อให้ได้ เจดอน ซานโช่ เข้ามาจริง มันอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทีมแก้จุดอ่อนที่มีด้วยซ้ำ 
สาวกปีศาจแดงคงต้องทำใจ ในเมื่อนักเตะทีมรักมีศักยภาพจำกัด กุนซือก็มีขีดความสามารถในการคุมทัพจำกัด แถมงบประมาณในการเสริมทัพก็มีแค่จำกัด วิสัยทัศน์ในการเล็งหานักเตะดีๆ เข้ามาก็ยังมีจำกัดอีก
มันน่าเจ็บใจตรงที่เด็กผีต้องยอมรับอย่างเจ็บปวดจริงๆ ว่านอกจากการรอคอยความสำเร็จโดยไม่รู้จุดหมายแล้ว พวกเขาทำอะไรไม่ได้เลย
และนับวัน การเริ่มมอง Manchester United แบบโลกสวย กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นทุกที

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *